Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ชีวิตรอดจากภัยพิบัติถล่มโลกภาพยนตร์ประเภทนี้ออกมาทีไรก็มีคนรอดูอยู่เสมอครับตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ไม่ต้องล้างกระแสหนังแนวนี้จะดูเด็กลงไปบ้างก็ตามแต่จริงๆแล้วจะคิดของแนวนี้สำหรับผมมันน่าจะเป็นช่วงปลายปี 95 จะถึงปลายยุค 2000 ครับหลังจากที่ 2012 เข้าภาพยนตร์แนวนี้ก็ค่อยเสื่อมความนิยมลงอย่างเห็นได้ชัดครับ

หลังน่าจะออกแนวคล้ายเพราะแปลกใหม่มีรูปแบบของใครจะได้ที่สุดแหวกแนวมากขึ้นทุกทีอย่างเช่นพวกจีโอสตอร์มเซิร์จอะไรแบบนั้นซึ่งมันก็ดูได้เรื่อยๆเลยครับไม่ได้มีปัญหาแต่ว่ามันไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น ดูหนังออนไลน์ เหมือนกับช่วงยุคก่อนเท่านั้นเองจนกระทั่งได้ดูตัวอย่างของกรีนแลนด์หนังภัยพิบัติเรื่องใหม่ Hotmail ว่าด้วยดาวหางยักษ์ถล่มโลกอะไรมันจะคลาสสิคขนาดนั้นครับแต่ตัวอย่างในการจัดเต็มครับลูกละบาทก้อนโตที่กำลังลุกขึ้นไปและร่วงหล่นลงมาเหมือนทั้งเมืองกำลังท้องฟ้าเต็มไปด้วยเตาถ่านเป็นภาพที่เห็นแล้วชวนชื่นใจแล้วบอกไม่ถูกครับมันก็แปลกเหมือนกันนะผมว่าซึ่งพอได้ดูแลเรื่องตัวนี้จบมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเราเนี่ยคิดถึงหนังแนวนี้มาก

ขนาดไหนครับพี่เรื่องนี้เหนื่อยนักแสดงนำคือเจอราร์ดบัตเลอร์มาเล่นนำยิ่งเพิ่มความน่าดูมากขึ้นไปอีกส่วนตัวผมแล้วเนี่ยผมรู้สึกสนใจเรื่องนี้แล้วก็อยากดูเรื่องนี้แบบสุดๆ จีแรนตี 3 พ่อแม่ลูก John Lennon และเนปาลธรรมดาธรรมดาที่สถานะเริ่มจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่ตัวพ่อและแม่กำลังมาของระแหงลูกชายคนเดียวของเขาก็ป่วยเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ยังเล็กทุกอย่างนั้นดำเนินผ่านไปอย่างเป็นปกติแต่ว่าในตอนนี้กำลังเจอกับ ดูหนังดูหนังออนไลน์ฟรี ปรากฏการณ์ธรรมชาติครั้งสำคัญระหว่างขนาดใหญ่ชื่อว่าคลาสมันกำลังโคจรเข้าใกล้โลกแม้จะดูน่ากลัวอาจารย์การยืนยันแล้วว่ามันจะไม่มีผลกระทบอะไรที่เป็นอันตรายในขณะที่ผู้คนทั้งโลกนั้นกำลังตื่นเต้นที่จะได้รับชม

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้รับข้อความลับจากทางรัฐบาลเขาและครอบครัวเป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือกให้รอดชีวิตมีสิทธิ์จะอยู่ในศูนย์พักพิง Person ตัวจะใครละดาวหางที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกทีนี้มันไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับเลือกและไม่ใช่แค่ท้องฟ้าเท่านั้นที่รู้กันไปลงที่กำลังวุ่นวายนี้กูด้วยจรต้องพาครอบครัวความโกลาหลที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อไปให้ถึงสถานที่นัดหมายให้ทันเวลาก็กระดาษยัดจะมาคร่าชีวิตของพวกเขาไปความรู้สึกแรกหลังจากดูจบมันก็ประหลาดใจครับเป็นหนังภัยพิบัติที่ค่อนข้างแปลกมากเลยทีเดียว

ถ้าถามว่ามันเป็นยังไงเดี๋ยวเรามาฟังกันครับเริ่มจากตัวเพราะก่อนเลยกูก็พัดลมเนี่ยมันเป็นอะไรที่เรียบง่ายที่สุดแล้วใช่ไหมล่ะครับสำหรับแนวภัยพิบัติช่วงต้นของภาพยนตร์ก็จะเป็นการกูเรื่องราวต่างๆให้เราได้รู้จักกับตัวละครถ้าเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นทุกอย่างดำเนินตามสูตรสำเร็จตามแบบฉบับที่เราเคยเห็นเธอมีหนังสือคู่มือว่าหนังภัยพิบัติควรจะเป็นยังไงกี่แรงก็ทำทุกอย่างแบบคู่มือที่ว่ามาแบบเป๊ะๆครับเริ่มต้นมาจากครอบครัวที่มีปัญหาภายในตัวละครใดตัวละครในมีปัญหาส่วนตัวซึ่งสิ่งนั้นก็จะส่งผลต่อการเอาชีวิตรอดทุกอย่างดำเนินตามสูตร

จนผมยิ้มมุมปากมีคำว่าแม่มันสุดๆไม่ทำให้เราเสียเวลามากเขาเรื่องได้อย่างรวดเร็วต้องทุกอย่างได้อย่างตรงประเด็นเข้าใจง่ายให้ความที่ผมคิดว่ามันครีเช่ผมก็เลยคิดว่าเรื่องนี้มันได้ทานง่ายเกินไปหน่อยแต่ดูไปดูมาสักพักหนึ่งครับทุกอย่างมันไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดเพราะหลังจากช่วงกูเรื่องตอนต้นมาแล้วหลังจากนั้นผมรับประกันว่าคุณจะเอาอะไรแทบไม่ได้รับช่วงกลางเรื่องนี้เขาจะเน้นด้านการเอาชีวิตรอดมันเป็นปกติอยู่แล้วสำหรับหนังแนวภัยพิบัติที่เราจะแตกที่ลาวเหนือคนก็จะออกมาสร้างความวุ่นวายมานั้นการก่อจลาจลการขโมยของอะไรแบบนั้นที่แลนด์ก็จะเน้นตรงจุดนี้มากเป็นพิเศษเหมือนกันใช้เวลาไปกับมันมากอยู่พอสมควรบางช่วงเวลาเนี่ยถ้าจะลืมเรื่องอุบาทว์ไปเลยก็ว่าได้ครับกลายเป็นหนัง survivor

ครอบครัวไปซะอย่างนั้นในช่วงนี้มีผู้กำกับเขาจงใจจะใส่ลูกเล่นเข้ามาจากต่างๆเนี่ยเราไม่ได้เลยนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นใครที่ดูหนังแนวนี้ไปบ่อยๆก็จะเดาได้ใช่ไหมครับว่ามันเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นหนังก็จะพามันไปอีกแบบบางฉากเนี่ยเราดูแล้วเราก็ต้องคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ได้แน่ๆถ้ามันไม่ใช่อันนั้นก็ไม่ใช่อันนี้ก็ไม่ใช่เรียกว่าจับทางไม่ถูกเลยครับใครที่ชอบเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าแบบผมเวลานั่งดูหนังเนี่ยยอมรับว่าสนุกๆเหมือนกันเพราะว่าเราเดาไม่ถูกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นเหมือนกับเล่นเกมปริศนายังไงอย่างนั้นแต่ปัญหาก็คือช่วงกลางเรื่องของนางเนี่ยมันดูจะยืดยาวมาก

เหมือนกันครับและด้วยความที่มันแบ่งออกเป็นหลายเส้นทางมันก็เลยดูจะไม่ค่อยปฏิบัติต่อสักเท่าไหร่บางฉากในเรื่องดูค่อนข้างจะฝืนชวนเขาอยู่เหมือนกันคือมันไม่ได้ไร้เหตุผลเลยครับแต่ตัวละครในชอบเจอกับอะไรแปลกๆจนบางทีผมก็นั่งคิดว่าคนอะไรมันจะสวยได้ขนาดนี้ส่วนใครที่อยากจะดูเรื่องภัยพิบัติจะเยอะเนี่ยให้ทำใจไว้นิดนึงครับเพราะว่าต้องรอกันไปถึงช่วงท้ายเรื่องเลยครับเอาประเด็นว่าคุณแม่ไม่ได้เป็นจอยกับวิธีการเล่าของหนังช่วงกลางเรื่องมันก็จะค่อนข้างชัวร์หนาวเลยแหละครับเอามาก็จะขอพูดถึงพี่เจอราร์ดบัตเลอร์ของเราครับผมคิดว่าคาแรคเตอร์ของแกเรื่องนี้

เนี่ยเข้าท่ากว่านักวิทยาศาสตร์ในจีโอสตอร์มเยอะเลยครับแล้วจะเห็นพี่แกเนี่ยทั้งลุงทั้งวิ่งเอาตัวรอดเยอะอยู่พอสมควรภายในเรื่องใครที่คิดถึงนักแสดงท่านนี้นะครับก็น่าจะพอชื่นใจกันได้แต่ว่าพูดก็พูดนะครับใครที่เกิดเป็นลูกเป็นเมียเจอราร์ดบัตเลอร์ดูหนังเรื่องไหนก็สวยตลอดจริงๆนะครับมีเรื่องไหนที่เขาได้ใช้ชีวิตสงบสุขกันบ้างเลยว่าน่าสงสารจริงๆครับที่เรื่องนึงที่ผมรู้สึกแอบเสียดายนิดหน่อยครับก็คือตอนจบของหนังที่ดูเหมือนจะมีบทสรุปเดียวจริงๆแล้วผมคิดว่าผู้กำกับเนี่ยจงใจแยกออกเป็น 2 แบบครับ

ให้เราคิดเอาเองว่าอยากให้มันลงทางไหนเสียดายเหมือนกันครับเพราะว่าผมชอบตอนจบแบบแรกมากๆซึ่งเกิดว่าจบแบบนี้ไปเลยกินแลนอาจจะ ไปเยอะเหมือนกันเลยนะครับส่วนใครที่คิดไม่ออกมากตอนจบ 2 แบบมันคืออะไรก็ให้คิดถึงตอนจบของฉลาดเกมส์โกงเวอร์ชั่นภาพยนตร์อยู่แล้วกันครับสรุปเลยแล้วกันกี่ล้านเนี่ยจะเรียกว่าเป็นหนังภัยพิบัติเต็มตัวก็คงจะเรียกได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ครับเพราะว่ามีหลักของพอร์ชจะผูกติดกับมันแต่ว่าชั้นต่างๆค่อนข้างจะน้อยเหลือเกินสำหรับผมแล้วมันคือหนัง Survival ครอบครัวในรูปแบบปลอดภัยพิบัติที่ดูเป็นแผลเนี่ยสุดแสนจะแคลนเท่เนื้อในเนี่ยแขวนไว้ด้วยลูกเล่นมากมายครับขึ้นอยู่กับว่าคุณจะชอบมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ขายคาดหวังฉากอลังการตูมตามเนี่ยอาจจะมีเพี้ยนบ้างเหมือนน้อยก็แตกต่างจากที่โชว์ในเทเลอร์อยู่พอสมควรส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่ครับหมายถึงว่ามันไม่ค่อยตรงๆนะครับอารมณ์เหมือนว่าเราสั่งกะเพราได้เข้าผ่าตัดถ้าเกินก็ว่าเจ้านี้เนี่ยเขาก็ถามเขาก่อนออกมาได้อร่อยเหมือนกันมันก็เลยพอจะมองข้ามไปได้ครับผมคิดอะไรไม่ออกก็จะเทียบกับของกินไว้ก่อนใครที่เห็นเราเครียดเยอะก็เผื่อกันเลยนะครับ

สำหรับเรื่องนี้พวกเรามี Movie ให้ 7 เต็ม 10 คะแนนครับใครที่คิดถึงหนังแนวประมาณนี้ก็สามารถไปดูกันได้ไม่ได้เสียหายอะไรเลยเนี่ยชอบอยู่พอสมควรแต่ก็เช่นเคยรับปากว่าไม่เท่าตาเห็นจริงๆสำหรับหนังเรื่องนี้มันจะดีหรือว่าไม่ดีเนี่ยตัวคุณเองเท่านั้นจะเป็นคนพิสูจน์ใครที่ดูแล้วเนี่ยไม่ใช่กันหน่อยนะครับว่าคะแนนของคุณนั้นเป็นเท่าไหร่คิดเห็นยังไงกันบ้างอย่าลืมมาคอมเม้นบอกเราให้หน่อยนะครับไปดูได้แล้ววันนี้กับกรีนแลนด์นาทีระทึกวันสิ้นโลกวันนี้ทุกโรงภาพยนตร์ครับ

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

รีวิว Trolls World Tour 2020

แม้ว่าในสหรัฐอเมริกานั้นจะจับ Trolls World Tour ลงจำหน่ายผ่านทาง Premium VOD แทนการฉายในโรงนะครับ แต่ว่าในตลาดต่างประเทศนั้น หนังก็ยังได้เข้าโรงฉายตามปกติอยู่ ซึ่งนั่นก็ต้องขอบอกเลยว่านับเป็นโชคดีของเราแล้วล่ะครับ ที่ได้มีโอกาสได้ดูอนิเมชั่นสีสันสวยสดใสพร้อมกับงานเพลงสุดเฉียบจี๊ดโดนใจกันในโรงหนังแบบกระหึ่มๆ

ซึ่ง Trolls World Tour ภาคนี้นั้นจะเล่าย้อนตำนานของโทรลส์ ว่าด้วยต้นกำเนิดแห่งเสียงดนตรีเมื่อพระเจ้ามอบสายเสียงที่เหมือนกับสายพิณเอาไว้ให้ทั้ง 6 เส้นเป็นสายแทนแนวเพลงแต่ละแนว ทั้ง Classic, Rock, Pop, Techno, Country และ Funk จนกระทั่งวันหนึ่งมีเหตุทำให้โทรลส์แต่ละเผ่าเอาสายเสียงแนวเพลงของตัวเองไปเก็บซ่อนกันเอาไว้นะครับ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วใครเป็นสาเหตุที่ทำให้เหล่าโทรลส์แต่ละเผ่าต่างแบ่งแยกกันออกไป แตกแยกความสามัคคีและมุ่งแต่จะรักษาเส้นเสียงและแนวดนตรีของตัวเองเอาไว้ให้ดีที่สุดกัน

และนั่นแหละครับ เป็นที่ไปที่มาให้ตัวละครใหม่ในภาคนี้อย่างบาร์บ โทรลส์เผ่าร Rock เดินหน้ารุกรานโทรลส์เผ่าอื่นๆ โดยหวังที่จะเอาเพลงแนวร็อคของตัวเองเป็นที่ตั้ง และทำให้เป็นจุดประสานให้โทรลส์กลายเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง และด้วยเหตุผลนี้แหละครับ ที่ทำให้ผมต้องเขียนถึงบาร์บก่อนจะกล่าวถึงตัวละครพระนางอย่าง พอปปี และ แบรนซ์ เพราะว่าตัวหนังในภาคนี้นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยตัวร้ายอย่างบาร์บเป็นหลักครับ และหนังยังทำให้เราได้เห็นอีกว่า พอปปี เองก็เหมือนเป็นอีกด้านของ บาร์บ ในแง่ของการเอาความเป็นหนึ่งเดียวมาเป็นข้ออ้างในการปกครองคนอื่น ผิดเพียงแค่ว่า พอปปี นั้นหวังว่าทุกคนจะกลายเป็นเพื่อนกัน หากว่าโทรลส์ทุกคนชอบอะไรที่มันเหมือนกัน ใช่ครับ ตรงนี้เองที่แสดงให้เราได้เห็นเลยว่า พอปปี เองก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก บอร์บ เพียงแต่เธอยังไม่รู้ตัวหรือยังไม่ยอมรับเพียงเท่านั้นเองครับ ว่าตัวเองไม่ต่างไปจาก บอร์บ

ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมายนะครับ Trolls World Tour นั้นแทบจะมีสารทางการเมืองอย่างชัดเจนเหลือเกิน และการที่มันมาในรูปแบบของแอนิเมชั่นก็ทำให้มันสามารถสื่อสารกับเด็กได้เข้าใจง่ายมากขึ้นครับ โดยหนังจะสื่อว่าคนเหล่านั้นไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันไปหมดครับ และยิ่งเอาดนตรีมาแทนเรื่องสีผิว, ศาสนา หรือความเชื่อ แล้วด้วย ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกนะครับ โดยหลักฐานสำคัญนอกจากคำพูดของ บาร์บ ที่เกลียดแนวเพลงของ พอปปี ว่าไร้แก่นสาร และมีดีแค่ท่อนฮุกติดประสาทหูแค่นั้น โดยแม้แต่ตัว พอปปี เองก็ยังพยายามจะท้าทายความเชื่อของชาว คันทรี ด้วยนะครับ ว่ามีแต่เพลงเศร้าและหดหู่ จนเธอร้องเพลง Who let the dogs out ออกมา จนมันกลายเป็นข้อบาดหมางใหญ่โตไป

และเมื่อเราเอาพล็อตของหนังโทรลส์ทั้ง 2 ภาคมาเทียบกันแล้ว เราก็จะพบกับความเชื่อมโยงกันในความต่างของภารกิจของ พอปปี และ บาร์บ ทั้งสองครั้งครับ หากคราวที่แล้วพวกเขาต้องช่วยโทรลส์จากสัตว์ประหลาดที่จับพวกเขามาเป็นอาหาร คราวนี้ก็กลายเป็นการปกป้องแนวเพลงของตัวเองกัน ก่อนจะถูกกลืมกินจนอัตลักษณ์ของดนตรีตัวเองไม่เหลือ และสมองผมก็ดันซุกซนไปคิดถึงเรื่องราวความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และสีผิวที่สหรัฐอเมริกาเมื่อไม่นานมานี้แบบอัตโนมัติไปเลยนะครับ

ซึ่งนั่นก็เปิดโอกาสทำให้เราได้รู้จักกับแนวเพลงต่างๆผ่านการเดินทางของพวกเขาที่ยิ่งเวลาในหนังผ่านไป ก็ยิ่งเห็นการหยิบยืมและปรับเปลี่ยนกันในหนัง ทั้ง Pop และ Rock ที่ต่างก็มีท่อนฮุกที่โดนๆไม่ต่างกัน หรือไม่ว่าจะเป็น Funk Hiphop หรือ K-pop ต่างก็มีแขนขาที่เป็นทำนองและจังหวะเป็นของตัวเองกัน จนเป็นที่มาของตอนจบสุดประทับใจ ซึ่งตรงนี้เองต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับ ว่ามันสามารถถ่ายทอดเรื่องยากๆอย่างอัตลักษณ์ของดนตรีแต่ละประเภทได้ดีและเหมาะสมกับเด็กมากจริงๆครับ และมันยังแฝงไปด้วยข้อคิดของการยอมรับในความแตกต่างของเพื่อนร่วมโลกให้เยาวชน จนเรากล้าคาดหวังได้เลยนะครับว่าหนังเรื่องนี้นั้นจะกล่อมเกลาให้พวกเขามองคุณค่าของมนุษย์กันใหม่ ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นเท่าเทียมกัน

ส่วนข้อเสียของหนังเรื่องนี้เลยก็คือ หนังนั้นยังมีจุดด้อยอยู่บ้างในเรื่องของความสดใหม่และมุกตลก ที่บางทีก็ไม่เข้าเป้าหรือคนพากย์ยังเล่นไม่ลงตัวก็ไม่รู้ครับ โดยเฉพาะมุกเหนียมๆของ เจมส์ คอร์เดน ที่พากย์เป็น บิ๊กกี้ ที่เจ้าตัวดูจะถนัดมุกกาวๆมาก แต่กระนั้นพอเพลงดังๆติดหูมาทีไรไม่ว่าจะเป็น Rock You Like A Hurricane, One More Time หรือจะเป็นเพลง K-pop อย่าง Russian Roulette ของ Red Velvet ดังขึ้นมาทีไร ก็อดที่จะโยกตัวตามไปไม่ได้เลยจริงๆครับ จนมันกลายเป็นโปรแกรมที่ทำให้เรานั้นยิ้มกว้างที่สุดหลังโรงหนังเปิดกันเลย

ซึ่งใครที่ชื่นชอบการฟังเพลงและดนตรีกันอยู่แล้วนะครับ ผมแนะนำว่าให้ไปดูให้ได้เลยครับ สำหรับผมแล้วนั้น สารภาพเลยครับว่าที่ไปดูก็เพราะเห็นเพลงในตัวอย่างล้วนๆเลยครับ และก็ไม่ผิดหวังเลยทีเดียวกับเรื่องเพลง ฮ่าๆ โดยรวมแล้วมันก็เป็นหนังที่ดีนะครับ ดูสนุกเพลินๆเหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลง ถึงบางเพลงนั้นจะออกมาแค่สั้นๆ แต่มันก็เพราะจับใจมากจริงๆครับ ในส่วนของหนังเรื่องนี้นั้นผมก็มองว่าสำหรับผู้ใหญ่อย่างเรา หนังมันดูง่ายไปหมดนะครับ ดูจบง่ายดีไปหน่อย แต่ผมก็มองว่าจุดเด่นของหนังมันคือเพลงเพราะๆ กับมุกตลกมากกว่า ผมเลยไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก รวมๆแล้วก็เป็นหนังที่ผมชอบนะครับ ซึ่งคนที่ไปดูมาแล้วอาจจะไม่ได้คิดแบบผมก็ได้นะครับ ในเรื่องของการเสียดสีสังคม

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

When are we afraid? We like to take ourselves away from it.

When are we afraid? We like to take ourselves away from it.

But there is one fear that has a spell on a regular basis, that is a “horror movie” if someone is willing to pay more than half of their eyesight.

Why is the horror so popular? In psychology, the reasons are as follows.

The first two reasons are “Seriousness” and “closeness” meant that the events of the story had to be extremely serious, leading to the death of an actor. And then it needs to be reliable enough that audiences can imagine that Such things can happen to themselves as well.

The survival instinct is inherent in all human beings. Hence, the fear of one culture can easily be passed on to people of different cultures. As with the scenes in stories that often take place in ordinary places like in homes, schools, or other attractions, the audience immediately enters the movie. The more audiences feel in, the more scared they become.

In addition, “proximity” also refers to the design of “villains” in horror films as well as “ghosts” or “serial killers” in horror films. Must have a look close to normal human However, there are things that are different, such as murder, mental illness, need to wear masks. Make the audience perhaps not able to know the thoughts or emotions of the performer. Like zombies or vengeful spirits that “used to” be human before. However, there was a look that was warped and distorted

Similarity to people Making the villain more “scary”
Including the third incident That makes the fear that arise from the film Unlike real life fear It is the audience “Know in the heart that a marriage story happened”

Seeing an actor in a dangerous situation Our brains will go into “Fight or flee” (Fight or Flight) arising from the brain’s amygdala is stimulated to make us feel afraid. It is then passed on to the brain, the hypothalamus, that stimulates the pituitary gland to produce a hormone, the hormone cortisol. Or the stress hormone and adrenaline hormone that excites us.

But at times we are stressed and excited about the story ahead. Our brain assesses that “This issue is a fiction We are looking at the fictional story. ”When we realized that it was not dangerous. The brain releases the comfort and calming hormones of the heart, such as endorphins, dopamine and serotonin.

The stress and short excitement that followed with comfort Make those who watch horror movies rejuvenate And want to look further
The audience’s “fully aware fiction” is one of the things that make horror movies so popular. Because in return If they think the front is true Feelings of no danger of viewing will disappear. Plus the brain will not secrete comfort hormones.

There was one study study in 1994 that gave students a look at a documentary with scary images. For example Cattle slaughter and cattle in slaughterhouses Using a hammer to pierce the monkey’s head to open its skull to see the monkey’s brain. Including clips of children who have been scalped all over the face to prepare for surgery.

The result was 90% of the students who watched the other three videos. No one could bear to look until the end. Even if they lost money to watch blood splatter horror movies normally

The first horror film was made in 1896, it was The Haunted Castle, a controlled work by Georges Méliès, which took place almost with the advent of the film. At that time, films were still silent films, including black and white photographic film. But those restrictions did not stop creators and viewers to stop watching horror films.

122 years have passed, and horror films have only increased the degree of horror to find new ways to make us fearful. And consoled with the message of the later joy