Categories
ไม่มีหมวดหมู่

รีวิว Trolls World Tour 2020

แม้ว่าในสหรัฐอเมริกานั้นจะจับ Trolls World Tour ลงจำหน่ายผ่านทาง Premium VOD แทนการฉายในโรงนะครับ แต่ว่าในตลาดต่างประเทศนั้น หนังก็ยังได้เข้าโรงฉายตามปกติอยู่ ซึ่งนั่นก็ต้องขอบอกเลยว่านับเป็นโชคดีของเราแล้วล่ะครับ ที่ได้มีโอกาสได้ดูอนิเมชั่นสีสันสวยสดใสพร้อมกับงานเพลงสุดเฉียบจี๊ดโดนใจกันในโรงหนังแบบกระหึ่มๆ

ซึ่ง Trolls World Tour ภาคนี้นั้นจะเล่าย้อนตำนานของโทรลส์ ว่าด้วยต้นกำเนิดแห่งเสียงดนตรีเมื่อพระเจ้ามอบสายเสียงที่เหมือนกับสายพิณเอาไว้ให้ทั้ง 6 เส้นเป็นสายแทนแนวเพลงแต่ละแนว ทั้ง Classic, Rock, Pop, Techno, Country และ Funk จนกระทั่งวันหนึ่งมีเหตุทำให้โทรลส์แต่ละเผ่าเอาสายเสียงแนวเพลงของตัวเองไปเก็บซ่อนกันเอาไว้นะครับ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วใครเป็นสาเหตุที่ทำให้เหล่าโทรลส์แต่ละเผ่าต่างแบ่งแยกกันออกไป แตกแยกความสามัคคีและมุ่งแต่จะรักษาเส้นเสียงและแนวดนตรีของตัวเองเอาไว้ให้ดีที่สุดกัน

และนั่นแหละครับ เป็นที่ไปที่มาให้ตัวละครใหม่ในภาคนี้อย่างบาร์บ โทรลส์เผ่าร Rock เดินหน้ารุกรานโทรลส์เผ่าอื่นๆ โดยหวังที่จะเอาเพลงแนวร็อคของตัวเองเป็นที่ตั้ง และทำให้เป็นจุดประสานให้โทรลส์กลายเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง และด้วยเหตุผลนี้แหละครับ ที่ทำให้ผมต้องเขียนถึงบาร์บก่อนจะกล่าวถึงตัวละครพระนางอย่าง พอปปี และ แบรนซ์ เพราะว่าตัวหนังในภาคนี้นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยตัวร้ายอย่างบาร์บเป็นหลักครับ และหนังยังทำให้เราได้เห็นอีกว่า พอปปี เองก็เหมือนเป็นอีกด้านของ บาร์บ ในแง่ของการเอาความเป็นหนึ่งเดียวมาเป็นข้ออ้างในการปกครองคนอื่น ผิดเพียงแค่ว่า พอปปี นั้นหวังว่าทุกคนจะกลายเป็นเพื่อนกัน หากว่าโทรลส์ทุกคนชอบอะไรที่มันเหมือนกัน ใช่ครับ ตรงนี้เองที่แสดงให้เราได้เห็นเลยว่า พอปปี เองก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก บอร์บ เพียงแต่เธอยังไม่รู้ตัวหรือยังไม่ยอมรับเพียงเท่านั้นเองครับ ว่าตัวเองไม่ต่างไปจาก บอร์บ

ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมายนะครับ Trolls World Tour นั้นแทบจะมีสารทางการเมืองอย่างชัดเจนเหลือเกิน และการที่มันมาในรูปแบบของแอนิเมชั่นก็ทำให้มันสามารถสื่อสารกับเด็กได้เข้าใจง่ายมากขึ้นครับ โดยหนังจะสื่อว่าคนเหล่านั้นไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันไปหมดครับ และยิ่งเอาดนตรีมาแทนเรื่องสีผิว, ศาสนา หรือความเชื่อ แล้วด้วย ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกนะครับ โดยหลักฐานสำคัญนอกจากคำพูดของ บาร์บ ที่เกลียดแนวเพลงของ พอปปี ว่าไร้แก่นสาร และมีดีแค่ท่อนฮุกติดประสาทหูแค่นั้น โดยแม้แต่ตัว พอปปี เองก็ยังพยายามจะท้าทายความเชื่อของชาว คันทรี ด้วยนะครับ ว่ามีแต่เพลงเศร้าและหดหู่ จนเธอร้องเพลง Who let the dogs out ออกมา จนมันกลายเป็นข้อบาดหมางใหญ่โตไป

และเมื่อเราเอาพล็อตของหนังโทรลส์ทั้ง 2 ภาคมาเทียบกันแล้ว เราก็จะพบกับความเชื่อมโยงกันในความต่างของภารกิจของ พอปปี และ บาร์บ ทั้งสองครั้งครับ หากคราวที่แล้วพวกเขาต้องช่วยโทรลส์จากสัตว์ประหลาดที่จับพวกเขามาเป็นอาหาร คราวนี้ก็กลายเป็นการปกป้องแนวเพลงของตัวเองกัน ก่อนจะถูกกลืมกินจนอัตลักษณ์ของดนตรีตัวเองไม่เหลือ และสมองผมก็ดันซุกซนไปคิดถึงเรื่องราวความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และสีผิวที่สหรัฐอเมริกาเมื่อไม่นานมานี้แบบอัตโนมัติไปเลยนะครับ

ซึ่งนั่นก็เปิดโอกาสทำให้เราได้รู้จักกับแนวเพลงต่างๆผ่านการเดินทางของพวกเขาที่ยิ่งเวลาในหนังผ่านไป ก็ยิ่งเห็นการหยิบยืมและปรับเปลี่ยนกันในหนัง ทั้ง Pop และ Rock ที่ต่างก็มีท่อนฮุกที่โดนๆไม่ต่างกัน หรือไม่ว่าจะเป็น Funk Hiphop หรือ K-pop ต่างก็มีแขนขาที่เป็นทำนองและจังหวะเป็นของตัวเองกัน จนเป็นที่มาของตอนจบสุดประทับใจ ซึ่งตรงนี้เองต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับ ว่ามันสามารถถ่ายทอดเรื่องยากๆอย่างอัตลักษณ์ของดนตรีแต่ละประเภทได้ดีและเหมาะสมกับเด็กมากจริงๆครับ และมันยังแฝงไปด้วยข้อคิดของการยอมรับในความแตกต่างของเพื่อนร่วมโลกให้เยาวชน จนเรากล้าคาดหวังได้เลยนะครับว่าหนังเรื่องนี้นั้นจะกล่อมเกลาให้พวกเขามองคุณค่าของมนุษย์กันใหม่ ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นเท่าเทียมกัน

ส่วนข้อเสียของหนังเรื่องนี้เลยก็คือ หนังนั้นยังมีจุดด้อยอยู่บ้างในเรื่องของความสดใหม่และมุกตลก ที่บางทีก็ไม่เข้าเป้าหรือคนพากย์ยังเล่นไม่ลงตัวก็ไม่รู้ครับ โดยเฉพาะมุกเหนียมๆของ เจมส์ คอร์เดน ที่พากย์เป็น บิ๊กกี้ ที่เจ้าตัวดูจะถนัดมุกกาวๆมาก แต่กระนั้นพอเพลงดังๆติดหูมาทีไรไม่ว่าจะเป็น Rock You Like A Hurricane, One More Time หรือจะเป็นเพลง K-pop อย่าง Russian Roulette ของ Red Velvet ดังขึ้นมาทีไร ก็อดที่จะโยกตัวตามไปไม่ได้เลยจริงๆครับ จนมันกลายเป็นโปรแกรมที่ทำให้เรานั้นยิ้มกว้างที่สุดหลังโรงหนังเปิดกันเลย

ซึ่งใครที่ชื่นชอบการฟังเพลงและดนตรีกันอยู่แล้วนะครับ ผมแนะนำว่าให้ไปดูให้ได้เลยครับ สำหรับผมแล้วนั้น สารภาพเลยครับว่าที่ไปดูก็เพราะเห็นเพลงในตัวอย่างล้วนๆเลยครับ และก็ไม่ผิดหวังเลยทีเดียวกับเรื่องเพลง ฮ่าๆ โดยรวมแล้วมันก็เป็นหนังที่ดีนะครับ ดูสนุกเพลินๆเหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลง ถึงบางเพลงนั้นจะออกมาแค่สั้นๆ แต่มันก็เพราะจับใจมากจริงๆครับ ในส่วนของหนังเรื่องนี้นั้นผมก็มองว่าสำหรับผู้ใหญ่อย่างเรา หนังมันดูง่ายไปหมดนะครับ ดูจบง่ายดีไปหน่อย แต่ผมก็มองว่าจุดเด่นของหนังมันคือเพลงเพราะๆ กับมุกตลกมากกว่า ผมเลยไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก รวมๆแล้วก็เป็นหนังที่ผมชอบนะครับ ซึ่งคนที่ไปดูมาแล้วอาจจะไม่ได้คิดแบบผมก็ได้นะครับ ในเรื่องของการเสียดสีสังคม